Bvlgari สืบทอดผ่านตระกูลเก่าแก่ในประเทศกรีก โดย โซเทริโอ (Sotirio) ช่างทำเครื่องเงินฝีมือเยี่ยม ผู้เริ่มต้นสร้างผลงานศิลปะชิ้นสวยภายในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ราวกลางศตวรรษที่ 19 และได้รับการสานต่อจากลูกชายคือ คอสแทนทิโน (Costantino) และ จิออร์จิโอ (Giorgio) เปิดร้านแห่งใหม่ที่ Via Condotti ถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโรม เมื่อปี 1905 ซึ่งปัจจุบันก็คือ Bvlgari Flagship Store แห่งแรก พร้อมกับขยายไลน์สินค้าจากเครื่องเงิน สู่ผลิตเครื่องประดับจากอัญมณีและเพชรน้ำงาม เครื่องหนัง ภายใต้ชื่อ Bvlgari Holding Company S.p.A.
ความจริง Bvlgari เริ่มผลิตนาฬิกามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920’s ก่อนที่เครื่องประดับชั้นสูงของแบรนด์ได้รับการประดิษฐ์สู่ตลาด แต่เป็นในแบบ เครื่องประดับที่บอกเวลาได้ จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980’s Bvlgari ตั้งโรงงานนาฬิกาแห่งแรกตั้งขึ้นในเมือง Neuchatel ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ออกแบบ สร้างสรรค์ พัฒนาและผลิตนาฬิกาภายใต้ชื่อแบรนด์ Bvlgari ในปี 1993 ก็ได้ขยายตลาดนาฬิกาผ่านตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาที่มีชื่อเสียงของโลก
สำหรับปีนี้ Bvlgari สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอีกครั้ง ด้วยการนำความเด่นแต่ละจุดของคอลเลกชั่นที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์อย่างความคลาสสิกของ ‘บุลการี-บุลการี’ (Bvlgari-Bvlgari) ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1977, ‘เรทแทงโกโล’ (Rettangolo) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 และคอลเลกชั่น ‘เออร์กอน’ (Ergon) กับเอกลักษณ์ความโค้งของตัวเรือน ทั้ง 3 คอลเลกชั่นนำมาออกแบบใหม่กลายเป็นผลงานศิลป์แห่งเวลาคอลเลกชั่นใหม่ของปี 2005 กับ ‘แอสซิโอมา’ (Assioma) พร้อมกับการออกแบบให้มีความหลากหลาย ตอบสนองทุกสไตล์การใช้ชีวิต ทั้งหรูหราและสปอร์ต เรียบง่ายและทันสมัย มีให้เลือกถึง 20 รุ่นใน 4 ขนาด และวัสดุหลากหลายของตัวเรือน ทั้งสเตนเลสสตีล, ทอง 18K ทองขาว 18K ประดับเพชรน้ำงาม หรือไม่ประดับเพชร
สายนาฬิกา ขายสายนาฬิกา สายหนังแท้ สายจระเข้แท้ สายไนล่อน สายนาโต้
สายนาฬิกาของเราจะเป็นสายนาฬิกานำเข้าจากต่างประเทศ คุณภาพการเย็บและหนังต้องยอมรับว่าแตกต่างจากของทั่วไปจริงๆครับ
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558
ประวัติ BUCHERER
คาร์ล เอฟ. บุคเคอเรอร์ (Carl F. Bucherer) แบรนด์เครื่องบอกเวลาค่ายอิสระที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี รังสรรค์เครื่องบอกเวลาคุณภาพสูงด้วยความประณีตและเปี่ยมคุณภาพ ก่อตั้งโดยนักธุรกิจและนักพัฒนาอุตสาหกรรม คาร์ล-เฟรดริก บุคเคอเลอร์ (Carl-Friedrich Bucherer) เมื่อปี ค.ศ. 1888 จากขายนาฬิกาและอัญมณีแห่งแรกที่เมืองลูเซิร์น (Lucerne)
ต่อมาเขาก็ได้กำลังของลูกชาย 2 คนคือ คาร์ล เอดูอาร์ด บุคเคอเรอร์ (Carl Eduard Bucherer) ที่ร่ำเรียนด้านช่างทองจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ แอร์สต์ (Ernst) ลูกชายที่เลือกเรียนด้านประดิษฐ์นาฬิกาใน แซงต์ เอมีร์ (St. Imier) มาช่วยกันสานต่อธุรกิจ และสร้างความสำเร็จอย่างสูงด้วยการขยายสาขาตัวแทนจำหน่ายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังนำศิลปะที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา สร้างสรรค์ เรือนเวลาประดับอัญมณีสวยหรู ซึ่งทำให้แบรนด์ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักประดิษฐ์นาฬิกาของราชสำนักเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1915
ความสำเร็จยังส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และสร้างชื่อเสียงให้กับเครื่องบอกเวลาแบรนด์ Carl F. Bucherer อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับปีนี้ Carl F. Bucherer นำเรือนเวลาสวยจากอดีตหวนกลับมาอีกครั้งในคอลเลกชั่นล่าสุด ‘ทริบิวต์ ทู มิมิ’ (Tribute to Mimi) ตัวแทนความรักอมตะที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก ของ Carl Eduard Bucherer ที่มีต่อภรรยาสาวสวย มิมี่ บุคเคอเรอร์-ฮีบ (Mimi Bucherer-Heeb) มรดกศิลป์จากอดีต หวนกลับมาย้อนรำลึกถึง Mimi Bucherer-Heep อีกครั้งในปีนี้กับคอลเลกชั่น ‘Tribute to Mimi’ ความงามย้อนยุคของเครื่องบอกเวลาชั้นสูง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ของศิลปะแห่ง อาร์ต เดโค (Art Deco) ยังคงรักษาดีไซน์ตามแบบฉบับนาฬิกาเรือนงามที่ Carl Eduard Bucherer ออกแบบเป็นพิเศษแทนความรักที่มอบให้กับภรรยาหมดทั้งหัวใจ สะท้อนผ่านความงามสะดุดตาเพื่อสื่อความรักนิรันดร์
Carl Eduard Bucherer และ Ernst
นอกเหนือจากรุ่นพิเศษที่รังสรรค์ย้อนยุคแล้ว แบรนด์ Carl F. Bucherer ยังพัฒนาเสน่ห์เร้นลับของคอลเลกชั่น อลาเครีย ดีวา (Alacria Diva) ปรับโฉมพื้นหน้าปัดใหม่ดีไซน์เฉียบ แต่ยังคงเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่นในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ออกแบบขอบข้างตัวเรือนเป็นเว้าโค้งรับกระชับข้อมือ ใน 2 ความงามใหม่กับการประดับแซพไฟร์สีน้ำเงินรับกับสายหนังสีน้ำเงิน และประดับแซพไฟร์สีส้ม รับกับสายหนังสีน้ำตาลอมส้ม ทำงานด้วยกลไกสวิสควอตซ์
ส่วนคอลเลกชั่นเด่นของแบรนด์ Carl F. Bucherer อย่าง พัธราวี (Patravi) ที่ผสมผสานความงามร่วมสมัยของรูปลักษณ์ภายนอกเข้ากับความยอดเยี่ยมของกลไกการทำงานขั้นสูง ได้รับการพัฒนาและสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายให้กับคอลเลกชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้รักเครื่องบอกเวลาที่เปี่ยมคุณภาพและงามด้วยดีไซน์
สำหรับ ในปีนี้ สานต่อความสำเร็จจากปีที่แล้ว กับหลากรุ่น ในคอลเลกชั่น Patravi ปรับความสง่าให้สูงค่า ไม่ว่าจะเป็นรุ่น พัธราวี ตอนโนกราฟ (Patravi Tonneaugraph), พัธราวี ตอนโน (Patravi Tonneau), พัธราวี พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ (Patravi Power Reserve), พัธตาวี โครโนกราฟ จีเอ็มที (Patravi Chronograph GMT) และ พัธราวี โครโนกราฟ บิ๊ก เดท (Patravi Chronograph Big Date)
ทุกรุ่นทุกเรือนมาพร้อมความงาม ความประณีต และเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ อันเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Carl F. Bucherer ที่สืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่นและไม่เคยเลือนหายไป
ต่อมาเขาก็ได้กำลังของลูกชาย 2 คนคือ คาร์ล เอดูอาร์ด บุคเคอเรอร์ (Carl Eduard Bucherer) ที่ร่ำเรียนด้านช่างทองจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ แอร์สต์ (Ernst) ลูกชายที่เลือกเรียนด้านประดิษฐ์นาฬิกาใน แซงต์ เอมีร์ (St. Imier) มาช่วยกันสานต่อธุรกิจ และสร้างความสำเร็จอย่างสูงด้วยการขยายสาขาตัวแทนจำหน่ายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังนำศิลปะที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา สร้างสรรค์ เรือนเวลาประดับอัญมณีสวยหรู ซึ่งทำให้แบรนด์ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักประดิษฐ์นาฬิกาของราชสำนักเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1915
ความสำเร็จยังส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และสร้างชื่อเสียงให้กับเครื่องบอกเวลาแบรนด์ Carl F. Bucherer อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับปีนี้ Carl F. Bucherer นำเรือนเวลาสวยจากอดีตหวนกลับมาอีกครั้งในคอลเลกชั่นล่าสุด ‘ทริบิวต์ ทู มิมิ’ (Tribute to Mimi) ตัวแทนความรักอมตะที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก ของ Carl Eduard Bucherer ที่มีต่อภรรยาสาวสวย มิมี่ บุคเคอเรอร์-ฮีบ (Mimi Bucherer-Heeb) มรดกศิลป์จากอดีต หวนกลับมาย้อนรำลึกถึง Mimi Bucherer-Heep อีกครั้งในปีนี้กับคอลเลกชั่น ‘Tribute to Mimi’ ความงามย้อนยุคของเครื่องบอกเวลาชั้นสูง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ของศิลปะแห่ง อาร์ต เดโค (Art Deco) ยังคงรักษาดีไซน์ตามแบบฉบับนาฬิกาเรือนงามที่ Carl Eduard Bucherer ออกแบบเป็นพิเศษแทนความรักที่มอบให้กับภรรยาหมดทั้งหัวใจ สะท้อนผ่านความงามสะดุดตาเพื่อสื่อความรักนิรันดร์
Carl Eduard Bucherer และ Ernst
นอกเหนือจากรุ่นพิเศษที่รังสรรค์ย้อนยุคแล้ว แบรนด์ Carl F. Bucherer ยังพัฒนาเสน่ห์เร้นลับของคอลเลกชั่น อลาเครีย ดีวา (Alacria Diva) ปรับโฉมพื้นหน้าปัดใหม่ดีไซน์เฉียบ แต่ยังคงเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่นในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ออกแบบขอบข้างตัวเรือนเป็นเว้าโค้งรับกระชับข้อมือ ใน 2 ความงามใหม่กับการประดับแซพไฟร์สีน้ำเงินรับกับสายหนังสีน้ำเงิน และประดับแซพไฟร์สีส้ม รับกับสายหนังสีน้ำตาลอมส้ม ทำงานด้วยกลไกสวิสควอตซ์
ส่วนคอลเลกชั่นเด่นของแบรนด์ Carl F. Bucherer อย่าง พัธราวี (Patravi) ที่ผสมผสานความงามร่วมสมัยของรูปลักษณ์ภายนอกเข้ากับความยอดเยี่ยมของกลไกการทำงานขั้นสูง ได้รับการพัฒนาและสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายให้กับคอลเลกชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้รักเครื่องบอกเวลาที่เปี่ยมคุณภาพและงามด้วยดีไซน์
สำหรับ ในปีนี้ สานต่อความสำเร็จจากปีที่แล้ว กับหลากรุ่น ในคอลเลกชั่น Patravi ปรับความสง่าให้สูงค่า ไม่ว่าจะเป็นรุ่น พัธราวี ตอนโนกราฟ (Patravi Tonneaugraph), พัธราวี ตอนโน (Patravi Tonneau), พัธราวี พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ (Patravi Power Reserve), พัธตาวี โครโนกราฟ จีเอ็มที (Patravi Chronograph GMT) และ พัธราวี โครโนกราฟ บิ๊ก เดท (Patravi Chronograph Big Date)
ทุกรุ่นทุกเรือนมาพร้อมความงาม ความประณีต และเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ อันเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Carl F. Bucherer ที่สืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่นและไม่เคยเลือนหายไป
ประวัติ Breitling
ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อเมือง แซง เอเมียร์ (St. Imier) ใกล้เทือกเขาจูร่า (Jura)เซอร์แลนด์ ลีออง ไบร์ทลิ่ง (Leon Breitling) ริเริ่มโรงงานผลิตนาฬิกาขึ้นมาด้วยเป้าหมายเพียงประการเดียวคือ สร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลาที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมของโลก
ก้าวสู่โลกแห่งการบิน
ในปี ค.ศ. 1884 ช่วงเวลาที่ Leon Breitling เริ่มประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘ไบร์ทลิ่ง’ (Breitling) เป็นช่วงเดียวกับการพัฒนาอากาศยาน ดังนั้น อุปกรณ์จับเวลาที่ได้รับการประดิษฐ์ขึ้น จึงถูกนำไปใช้กับเครื่องบินแบบต่างๆ และด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศ ทำให้เครื่องมือจับเวลาของ Breitling ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนโรงงานผลิตนาฬิกาเล็กๆ ของผู้ก่อตั้งต้องขยายกิจการและย้ายไปยัง ลา โชซ์-เดอ-ฟองด์ (La Chaux-de-Fonds) อันเป็นศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาชื่อดังของโลก
นาฬิกาจับเวลาของ Breitling ได้รับการพัฒนาต่อมาในปี ค.ศ. 1915 โดย แกสตัน ไบร์ทลิ่ง (Gaston Breitling) จนกลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาที่แม่นยำ ในขณะเดียวกันก็ยังคงพัฒนาอุปกรณ์คำนวณและจับเวลาสำหรับติดตั้งบนเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามในฐานะผู้ชำนาญด้านอุปกรณ์จับเวลาและนาฬิกาสำหรับนักบิน ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 แบรนด์ Breitling ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินอย่างเต็มตัว โดย วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) ทำให้ชื่อแบรนด์ Breitling กลายเป็นชื่อที่มีความผูกพันยิ่งกับกองทัพอากาศ นักบิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศยานทั่วโลก ทั้งยังกลายเป็นนาฬิกาประจำตัวนักบินของฝูงบินชื่อดังของโลก เช่น ทันเดอร์เบิร์ด (Thunderbird) ของสหรัฐฯ, เรด แอร์โรวส์ (Red Arrows) ของสหราชอาณาจักร, ปาตรูอีเยอ เดอ แฟรนซ์ (Patrouille De France) หรือกองลาดตระเวณของฝรั่งเศส และ ฟรีซ ไตรโคโลรี (Freece Tricolori) ของอิตาลี
จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและรูปแบบของ Breitling ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงการการบินและการกีฬามาจนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์นานนับศตวรรษ Breitling ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีมาโดยตลอด ครองความเป็นเจ้านาฬิการะบบจักรกลที่สามารถเดินได้อย่างเที่ยงตรงจนถึงระดับโครโนมิเตอร์ ดังนั้น Breitling จึงกลายเป็นนาฬิกาสำคัญระดับโลกรายเดียวที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองความเที่ยงตรงในนาฬิกาทุกรุ่นของตนเอง และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ยังคงเป็นของชาวสวิส โดยมีโรงงานการผลิตแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยมาตรฐานของอุตสาหกรรมการทำนาฬิกาด้วย
ทุกเรือนเป็นโครโนมิเตอร์
ใบรับรองโครโนมิเตอร์ (Chronometer) แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่า ' มีความเที่ยงตรงเป็นที่สุด แม้จะอยู่ในสถานะใดๆก็ตาม'
นี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับนาฬิกาที่ได้รับใบรับรองนี้ กว่าจะได้มาต้องมีการนำเสนอวิธีการและระยะเวลาการผลิตทั้งหมดให้กับสถาบันทดสอบความเที่ยงตรง The Swiss Official Chronometer Testing Institute หรือที่เรียกกันย่อๆว่า C.O.S.C. ได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน พร้อมกับผ่านการตรวจสอบและทดสอบ
สำหรับ Breitling ก็ต้องผ่านการทดสอบดังกล่าวเช่นกัน ด้วยระยะเวลา 15 วัน 15 คืน ในอุณหภูมิต่างกัน 3 อุณหภูมิ ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันให้เห็นถึงความแน่วแน่ในการตัดสินใจที่จะทำให้ตนเองแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นๆด้วยใบรับรองจาก C.O.S.C. สำหรับนาฬิกาทุกรุ่นทุกเรือน หรือจะเรียกว่า 100% ของการผลิตล้วนผ่านการรับรองความเที่ยงตรงมาแล้วทั้งสิ้นก็ได้
ก้าวสู่โลกแห่งการบิน
ในปี ค.ศ. 1884 ช่วงเวลาที่ Leon Breitling เริ่มประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘ไบร์ทลิ่ง’ (Breitling) เป็นช่วงเดียวกับการพัฒนาอากาศยาน ดังนั้น อุปกรณ์จับเวลาที่ได้รับการประดิษฐ์ขึ้น จึงถูกนำไปใช้กับเครื่องบินแบบต่างๆ และด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศ ทำให้เครื่องมือจับเวลาของ Breitling ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนโรงงานผลิตนาฬิกาเล็กๆ ของผู้ก่อตั้งต้องขยายกิจการและย้ายไปยัง ลา โชซ์-เดอ-ฟองด์ (La Chaux-de-Fonds) อันเป็นศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาชื่อดังของโลก
นาฬิกาจับเวลาของ Breitling ได้รับการพัฒนาต่อมาในปี ค.ศ. 1915 โดย แกสตัน ไบร์ทลิ่ง (Gaston Breitling) จนกลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาที่แม่นยำ ในขณะเดียวกันก็ยังคงพัฒนาอุปกรณ์คำนวณและจับเวลาสำหรับติดตั้งบนเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามในฐานะผู้ชำนาญด้านอุปกรณ์จับเวลาและนาฬิกาสำหรับนักบิน ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 แบรนด์ Breitling ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินอย่างเต็มตัว โดย วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) ทำให้ชื่อแบรนด์ Breitling กลายเป็นชื่อที่มีความผูกพันยิ่งกับกองทัพอากาศ นักบิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศยานทั่วโลก ทั้งยังกลายเป็นนาฬิกาประจำตัวนักบินของฝูงบินชื่อดังของโลก เช่น ทันเดอร์เบิร์ด (Thunderbird) ของสหรัฐฯ, เรด แอร์โรวส์ (Red Arrows) ของสหราชอาณาจักร, ปาตรูอีเยอ เดอ แฟรนซ์ (Patrouille De France) หรือกองลาดตระเวณของฝรั่งเศส และ ฟรีซ ไตรโคโลรี (Freece Tricolori) ของอิตาลี
จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและรูปแบบของ Breitling ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงการการบินและการกีฬามาจนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์นานนับศตวรรษ Breitling ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีมาโดยตลอด ครองความเป็นเจ้านาฬิการะบบจักรกลที่สามารถเดินได้อย่างเที่ยงตรงจนถึงระดับโครโนมิเตอร์ ดังนั้น Breitling จึงกลายเป็นนาฬิกาสำคัญระดับโลกรายเดียวที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองความเที่ยงตรงในนาฬิกาทุกรุ่นของตนเอง และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ยังคงเป็นของชาวสวิส โดยมีโรงงานการผลิตแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยมาตรฐานของอุตสาหกรรมการทำนาฬิกาด้วย
ทุกเรือนเป็นโครโนมิเตอร์
ใบรับรองโครโนมิเตอร์ (Chronometer) แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่า ' มีความเที่ยงตรงเป็นที่สุด แม้จะอยู่ในสถานะใดๆก็ตาม'
นี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับนาฬิกาที่ได้รับใบรับรองนี้ กว่าจะได้มาต้องมีการนำเสนอวิธีการและระยะเวลาการผลิตทั้งหมดให้กับสถาบันทดสอบความเที่ยงตรง The Swiss Official Chronometer Testing Institute หรือที่เรียกกันย่อๆว่า C.O.S.C. ได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน พร้อมกับผ่านการตรวจสอบและทดสอบ
สำหรับ Breitling ก็ต้องผ่านการทดสอบดังกล่าวเช่นกัน ด้วยระยะเวลา 15 วัน 15 คืน ในอุณหภูมิต่างกัน 3 อุณหภูมิ ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันให้เห็นถึงความแน่วแน่ในการตัดสินใจที่จะทำให้ตนเองแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นๆด้วยใบรับรองจาก C.O.S.C. สำหรับนาฬิกาทุกรุ่นทุกเรือน หรือจะเรียกว่า 100% ของการผลิตล้วนผ่านการรับรองความเที่ยงตรงมาแล้วทั้งสิ้นก็ได้
ประวัติ Audemars Piguet
ประวัติศาสตร์แรกเริ่มของ Audemars Piguet เริ่มต้นตั้งแต่ในปี 1875 ด้วยความร่วมมือของช่างนาฬิกาวัย 23 ปี จูลส์-หลุยส์ โอเดอะมาร์ส (Jules-Louis Audemars) และหุ้นส่วนคนสำคัญ เอ็ดวาร์ด -ออกัสต์ ปิเกต์ (Edward August Piguet) ที่เพิ่งจะอายุแค่ 21 ปี แต่เมื่อความต้องการของทั้งคู่นั้นสอดคล้องกัน ทำให้หลังจากพบกันได้เพียงไม่นาน ทั้งคู่ในฐานะช่างนาฬิกามีชื่อในระดับท้องถิ่นแห่ง วัลเลย์ เดอ ฌูช์ ก็ตัดสินใจร่วมกันตั้งบริษัทที่แรกๆนั้นเป็นที่รู้จักกันในนาม Audemars Piguet et Cie โดยมี Jules - Louis Audemars เป็นผู้ดูแลเรื่องการผลิตและทางด้านเทคนิค ส่วน Edward August Piguet นั้นดูแลงานด้านการขายและการตลาดที่หมั่นออกพบลูกค้าผ่านหลายเมืองสำคัญและอีกหลายทวีปอย่างมุ่งมั่น
แม้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักในระยะแรกๆซึ่งแท้จริงแล้ว บริษัทยังไม่ได้จดเครื่องหมายการค้าจนกระทั่งในปี 1882 ด้วยซ้ำ และบริษัทก็ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี 1889 อย่างไรก็ตาม Audemars Piguet et Cie กลับเป็นบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนลูกจ้างสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมผู้ผลิตนาฬิกาในรัฐ Vaud ซึ่งเป็นผลจากความมุ่งมั่นของบุคคลทั้งสองที่มีจุดมุ่งหมายในการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูงมีความสลับซับซ้อนและมีความเที่ยงตรงสูงสุดจนประสบความสำเร็จในที่สุด
หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ไม่นานทั้งคู่จึงได้ตั้งสำนักงานสาขาอยู่ในกรุงเจนีวาและตัดสินใจผลิตชิ้นส่วนและประกอบเรือนนาฬิกาทั้งหมดในโรงงานของตัวเอง ซึ่งทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพของนาฬิกาได้อย่างเคร่งครัด และมั่นใจได้ว่ามีเฉพาะนาฬิกาคุณภาพสูงได้มาตราฐานเท่านั้นที่จะสามารถส่งออกจากโรงงานของพวกเขาได้ ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่าในระหว่างช่วงปี 1894-1899 มีนาฬิกาเพียง 1,208 เรือนเท่านั้นที่ได้รับการผลิต ซึ่งในจำนวนนี้บางส่วนนั้นเป็นนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนและทันสมัยสูงสุด ซึ่งก็รวมถึงนาฬิกาแห่งตำนานรุ่น 'กรองด์ คอมพลิเคชั่น '(Grande Complication) ที่ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากชื่อเสียงและการได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วโลก เพราะนอกจากบอกเวลาตามปกติแล้ว Grande Complication รุ่นนี้ ยังมีระบบระฆังบอกนาที บอกปฏิทินตลอดชีพ และระบบโครโนกราฟ สอดแทรกมาให้อย่างครบครันด้วย
ประมาณปี 1914 Audemars Piguet ได้ตั้งโครงการพัฒนานาฬิกาให้มีความสลับซับซ้อนทำให้ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี ในการผลิตอย่างต่อเนื่องก่อนที่นาฬิกาจะถูกส่งไปยังผู้นำเข้า Guignard & Golay ในกรุงลอนดอน ซึ่งนาฬิกาที่กล่าวถึงนี้ก็คือนาฬิกาพกที่มีสองหน้าปัดและกลไกทูร์บิญองบอกนาทีและมีทั้งฟังก์ชั่นตีระฆังบอกนาที ระบบจับเวลาโครโนกราฟ ระบบปฏิทินตลอดชีพ เวลาข้างขึ้น - ข้างแรมของพระจันทร์ และบอกพลังสำรองของลานส่วนบน อีกหน้าปัดหนึ่งนั้นแสดงเวลาเพิ่มเติมแบบ 24 ชั่วโมง ที่ชี้เวลาด้วยเข็ม 2 เข็ม พร้อมระบบพิเศษที่ทำให้สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าบนกรุงลอนดอนทั้งกลางวันและกลางคืนผ่านช่องเปิดรูปวงรีบนหน้าปัดด้านหลังซึ่งบนท้องฟ้านั้นมีดาวจำนวน 315 ดวงสลักไว้บนพื้นหน้าปัดชุบทองและลงยาด้วยสีฟ้า ทั้งยังสลักชื่อของกลุ่มดาวเอาไว้อย่างชัดเจน การสร้างสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้นี้ทำให้ชื่อของ Audemars Piguet เป็นที่รู้จักและถูกกล่าวขานกันมากขึ้น
แต่รายทางของตำนานก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เมื่อกระแสความสำเร็จที่มีอย่างต่อเนื่องของ Audemars Piguet ชะงักงันในปี 1929 ที่บริษัทขายนาฬิกาได้เพียง 737 เรือนเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากยอดขายในปี 1920 ที่มีอยู่ราว 2,000 เรือนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัญหาทางด้านการตลาดและวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ทำให้ลูกค้าผู้มีกำลังซื้อนาฬิกาแพงๆลดลง ในที่สุด Audemars Piguet จำต้องปลดพนักงานและช่างนาฬิกาออกอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 1932 มีนาฬิกาเพียง 2 เรือนเท่านั้นที่บริษัทผลิตออกมา
แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่ไม่เคยคิดยอมแพ้ ในที่สุดบริษัทก็สามารถกลับฟื้นขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะความสำเร็จของระบบโครโนกราฟที่พวกเขาคิดค้นขึ้นและการสร้างนาฬิกาที่มีความบางพิเศษ (ซึ่งใช้กลไกขนาด 9 ligne calibre 2003) และในระหว่างทศวรรษ 1950 และ 1960 ยอดขายของบริษัทก็กลับพุ่งขึ้นอีกครั้ง ต่อมาในปี 1967 Audemars Piguet ได้ร่วมมือกับเจเกอร์ เลอคูลทร์ ( Jaeger LeCoultre) สร้างสถิติใหม่ด้วยการประดิษฐ์กลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดเพียง 2.45 มิลลิเมตร ซึ่งมีโรเตอร์กลางทำจากทองคำ 21K และเพียง 3 ปีต่อมมาคือในปี 1970 ช่างนาฬิกาของ Audemars Piguet ก็ได้สร้างกลไกบางที่สุดในโลกหนาเพียง 3.05 มิลลิเมตรที่สามารถรวมเอาฟังก์ชั่นแสดงวันที่และโรเตอร์กลางซึ่งทำด้วยทองมาไว้ด้วยกัน
และปีที่สำคัญมากแห่งประวัติศาสตร์ Audemars Piguet ก็คือปี 1972 ที่บริษัทได้สร้างนาฬิการุ่นยอดนิยมและยังมีชื่อเสียงอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันนั่นคือ นาฬิการุ่น " รอยัล โอ็ก" (Royal Oak) ซึ่งได้รับการออกแบบโดยผู้เป็นตำนานแห่งช่างนาฬิกา เฌรัลด์ ฌองตา กับตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมขอบตัวเรือนทำจากเหล็กตกแต่งด้วยสกรูแบนรูปหกเหลี่ยมฝังเข้าไปกลายเป็นดีไซน์ที่แสดงความสมดุลระหว่างพลังและความหรูหรา และหลังจากการเปิดตัวภายในงาน European Watchmaking Fair ในปี 1972 ด้วยราคาสูงถึง 3,300 ฟรังก์สวิส ก็ยิ่งทำให้ Audemars Piguet กลับมามีชื่อเสียงเกินความคาดหมายของผู้สร้างนาฬิกาเรือนนี้เสียอีก
ปัจจุบัน Audemars Piguet ยังคงเป็นที่หนึ่งในฐานะผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาระดับสูงของโลก ทุกชิ้นส่วนกลไกยังคงทำและประกอบขึ้นด้วยมือตามประเพณีตกทอดในการสร้างนาฬิกา และวันนี้ชื่อของ Audemars Piguet ก็มาเป็นอันดับ 3 รองจาก Patek Philippe และ Vacheron Constantin ในฐานะนาฬิกาที่ประณีตที่สุด สรรค์สร้างจากโรงงานซึ่งมีพนักงานรวม 320 คน และเป็นช่างนาฬิกามากกว่า 120 คน ปัจจุบันผลิตนาฬิกาได้มากกว่า 20,000 เรือน (ในปี 2004) และมีรายได้จากยอดขายกว่า 240 ล้านฟรังก์สวิส
แม้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักในระยะแรกๆซึ่งแท้จริงแล้ว บริษัทยังไม่ได้จดเครื่องหมายการค้าจนกระทั่งในปี 1882 ด้วยซ้ำ และบริษัทก็ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี 1889 อย่างไรก็ตาม Audemars Piguet et Cie กลับเป็นบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนลูกจ้างสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมผู้ผลิตนาฬิกาในรัฐ Vaud ซึ่งเป็นผลจากความมุ่งมั่นของบุคคลทั้งสองที่มีจุดมุ่งหมายในการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูงมีความสลับซับซ้อนและมีความเที่ยงตรงสูงสุดจนประสบความสำเร็จในที่สุด
หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ไม่นานทั้งคู่จึงได้ตั้งสำนักงานสาขาอยู่ในกรุงเจนีวาและตัดสินใจผลิตชิ้นส่วนและประกอบเรือนนาฬิกาทั้งหมดในโรงงานของตัวเอง ซึ่งทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพของนาฬิกาได้อย่างเคร่งครัด และมั่นใจได้ว่ามีเฉพาะนาฬิกาคุณภาพสูงได้มาตราฐานเท่านั้นที่จะสามารถส่งออกจากโรงงานของพวกเขาได้ ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่าในระหว่างช่วงปี 1894-1899 มีนาฬิกาเพียง 1,208 เรือนเท่านั้นที่ได้รับการผลิต ซึ่งในจำนวนนี้บางส่วนนั้นเป็นนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนและทันสมัยสูงสุด ซึ่งก็รวมถึงนาฬิกาแห่งตำนานรุ่น 'กรองด์ คอมพลิเคชั่น '(Grande Complication) ที่ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากชื่อเสียงและการได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วโลก เพราะนอกจากบอกเวลาตามปกติแล้ว Grande Complication รุ่นนี้ ยังมีระบบระฆังบอกนาที บอกปฏิทินตลอดชีพ และระบบโครโนกราฟ สอดแทรกมาให้อย่างครบครันด้วย
ประมาณปี 1914 Audemars Piguet ได้ตั้งโครงการพัฒนานาฬิกาให้มีความสลับซับซ้อนทำให้ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี ในการผลิตอย่างต่อเนื่องก่อนที่นาฬิกาจะถูกส่งไปยังผู้นำเข้า Guignard & Golay ในกรุงลอนดอน ซึ่งนาฬิกาที่กล่าวถึงนี้ก็คือนาฬิกาพกที่มีสองหน้าปัดและกลไกทูร์บิญองบอกนาทีและมีทั้งฟังก์ชั่นตีระฆังบอกนาที ระบบจับเวลาโครโนกราฟ ระบบปฏิทินตลอดชีพ เวลาข้างขึ้น - ข้างแรมของพระจันทร์ และบอกพลังสำรองของลานส่วนบน อีกหน้าปัดหนึ่งนั้นแสดงเวลาเพิ่มเติมแบบ 24 ชั่วโมง ที่ชี้เวลาด้วยเข็ม 2 เข็ม พร้อมระบบพิเศษที่ทำให้สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าบนกรุงลอนดอนทั้งกลางวันและกลางคืนผ่านช่องเปิดรูปวงรีบนหน้าปัดด้านหลังซึ่งบนท้องฟ้านั้นมีดาวจำนวน 315 ดวงสลักไว้บนพื้นหน้าปัดชุบทองและลงยาด้วยสีฟ้า ทั้งยังสลักชื่อของกลุ่มดาวเอาไว้อย่างชัดเจน การสร้างสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้นี้ทำให้ชื่อของ Audemars Piguet เป็นที่รู้จักและถูกกล่าวขานกันมากขึ้น
แต่รายทางของตำนานก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เมื่อกระแสความสำเร็จที่มีอย่างต่อเนื่องของ Audemars Piguet ชะงักงันในปี 1929 ที่บริษัทขายนาฬิกาได้เพียง 737 เรือนเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากยอดขายในปี 1920 ที่มีอยู่ราว 2,000 เรือนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัญหาทางด้านการตลาดและวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ทำให้ลูกค้าผู้มีกำลังซื้อนาฬิกาแพงๆลดลง ในที่สุด Audemars Piguet จำต้องปลดพนักงานและช่างนาฬิกาออกอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 1932 มีนาฬิกาเพียง 2 เรือนเท่านั้นที่บริษัทผลิตออกมา
แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่ไม่เคยคิดยอมแพ้ ในที่สุดบริษัทก็สามารถกลับฟื้นขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะความสำเร็จของระบบโครโนกราฟที่พวกเขาคิดค้นขึ้นและการสร้างนาฬิกาที่มีความบางพิเศษ (ซึ่งใช้กลไกขนาด 9 ligne calibre 2003) และในระหว่างทศวรรษ 1950 และ 1960 ยอดขายของบริษัทก็กลับพุ่งขึ้นอีกครั้ง ต่อมาในปี 1967 Audemars Piguet ได้ร่วมมือกับเจเกอร์ เลอคูลทร์ ( Jaeger LeCoultre) สร้างสถิติใหม่ด้วยการประดิษฐ์กลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดเพียง 2.45 มิลลิเมตร ซึ่งมีโรเตอร์กลางทำจากทองคำ 21K และเพียง 3 ปีต่อมมาคือในปี 1970 ช่างนาฬิกาของ Audemars Piguet ก็ได้สร้างกลไกบางที่สุดในโลกหนาเพียง 3.05 มิลลิเมตรที่สามารถรวมเอาฟังก์ชั่นแสดงวันที่และโรเตอร์กลางซึ่งทำด้วยทองมาไว้ด้วยกัน
และปีที่สำคัญมากแห่งประวัติศาสตร์ Audemars Piguet ก็คือปี 1972 ที่บริษัทได้สร้างนาฬิการุ่นยอดนิยมและยังมีชื่อเสียงอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันนั่นคือ นาฬิการุ่น " รอยัล โอ็ก" (Royal Oak) ซึ่งได้รับการออกแบบโดยผู้เป็นตำนานแห่งช่างนาฬิกา เฌรัลด์ ฌองตา กับตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมขอบตัวเรือนทำจากเหล็กตกแต่งด้วยสกรูแบนรูปหกเหลี่ยมฝังเข้าไปกลายเป็นดีไซน์ที่แสดงความสมดุลระหว่างพลังและความหรูหรา และหลังจากการเปิดตัวภายในงาน European Watchmaking Fair ในปี 1972 ด้วยราคาสูงถึง 3,300 ฟรังก์สวิส ก็ยิ่งทำให้ Audemars Piguet กลับมามีชื่อเสียงเกินความคาดหมายของผู้สร้างนาฬิกาเรือนนี้เสียอีก
ปัจจุบัน Audemars Piguet ยังคงเป็นที่หนึ่งในฐานะผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาระดับสูงของโลก ทุกชิ้นส่วนกลไกยังคงทำและประกอบขึ้นด้วยมือตามประเพณีตกทอดในการสร้างนาฬิกา และวันนี้ชื่อของ Audemars Piguet ก็มาเป็นอันดับ 3 รองจาก Patek Philippe และ Vacheron Constantin ในฐานะนาฬิกาที่ประณีตที่สุด สรรค์สร้างจากโรงงานซึ่งมีพนักงานรวม 320 คน และเป็นช่างนาฬิกามากกว่า 120 คน ปัจจุบันผลิตนาฬิกาได้มากกว่า 20,000 เรือน (ในปี 2004) และมีรายได้จากยอดขายกว่า 240 ล้านฟรังก์สวิส
ประวัติ Vacheron Constantin
"ทำให้ดีขึ้นถ้าเป็นไปได้ และมันก็เป็นไปได้ซะทุกที" (Do better if possiblend it is always possible) เป็นเหมือนปรัชญาที่สืบทอดจิตวิญญาณของช่างทำนาฬิกา ในการประดิษฐ์นาฬิกาคุณภาพเลิศจากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตสู่ปัจจุบัน 'วาเชอรอง คอนสแตนติน' (Vacheron Constantin) จิตวิญญาณนิรันดร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ในปี 1755 ปีทองส่องประกายสว่างไสว เป็นปีที่นักประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาระดับปรมาจารย์ ฌอง มาร์ค วาเชอรอง ซึ่งถือเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการนาฬิกาให้กำเนิดแบรนด์ Vacheron ขึ้น และยืนหยัดยาวนานที่สุดในโลกของเรือนบอกเวลามาจนถึงปัจจุบัน
Vacheron Constantin 'Saint Gervais'
ในปี 1819 การพบกันของสองผู้ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งเรือนบอกเวลาสวิตเซอร์แลนด์ - ฌาค บาเธอเลมี คอนสแตนติน (Jaques-Barthelemy Constantin) และ Jean-Marc Vacheron พลังมหาศาลของทั้งคู่ร่วมกันผลักดันและพัฒนาจนแบรนด์ดังแบรนด์นี้สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำด้านเทคนิคแห่งวิทยาการนาฬิกาโลกได้สำเร็จ
หลักพื้นฐาน 3 ประการที่ทำให้ Vacheron Constantin สามารถครองความยิ่งใหญ่ในโลกนาฬิกาได้จวบถึงปัจจุบันนี้ คือ
'เทคนิค' (Technique) (การผสมผสานระหว่างความรู้ วิธีการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมเข้ากับวิทยาการเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้นาฬิกาของ Vacheron Constantin เป็นแบรนด์ที่เดินทางจากความเรียบง่ายของเครื่องบอกเวลามาสู่จุดสูงสุดของความเป็นนาฬิกาแบบมีกลไลซับซ้อนที่สุด
'ความงาม'( Aesthetic)( Vacheron Constantin ความล้ำสมัยในการออกแบบของนาฬิกาแบรนด์นี้ไม่เคยหยุดค้นคิดสิ่งใหม่ จากจินตนาการและแรงบันดาลใจถ่ายทอดสู่ภาคความเป็นจริงแห่งดีไซน์ ทำให้ Vacheron เป็นแบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่ยากจะหาใครเทียบเคียงได้
'ความสมบูรณ์ของนาฬิกา' (Finishing) (ความชำนาญด้านการประกอบและการขึ้นรูปสำเร็จของนาฬิกาเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Vacheron Constantin เป็นที่จดจำของเหล่านักสะสมนาฬิกาจนสามารถพูดได้ว่าความสมบูรณ์แบบของนาฬิกาแบรนด์นี้ไม่เป็นสองรองใครในโลกนาฬิกา
Royal Eagle Chronograph
อุปสรรคขวากหนามต่างๆตลอดเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดของนาฬิกาโลกคงไม่ใช่เส้นทางแห่งฟ้าหลังฝนที่จะสามารถข้ามพ้นไปได้ง่ายๆ แต่ด้วยความอดทนและความมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ดั้งเดิมของความเป็น Vacheron Constantin จะเป็นตัวผลักดันให้นาฬิกาแบรนด์นี้ ก้าวขึ้นสู่ความเป็นจ้าวแห่งเรือนบอกเวลาโลกได้อย่างแน่นอน
ในปี 1755 ปีทองส่องประกายสว่างไสว เป็นปีที่นักประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาระดับปรมาจารย์ ฌอง มาร์ค วาเชอรอง ซึ่งถือเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการนาฬิกาให้กำเนิดแบรนด์ Vacheron ขึ้น และยืนหยัดยาวนานที่สุดในโลกของเรือนบอกเวลามาจนถึงปัจจุบัน
Vacheron Constantin 'Saint Gervais'
ในปี 1819 การพบกันของสองผู้ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งเรือนบอกเวลาสวิตเซอร์แลนด์ - ฌาค บาเธอเลมี คอนสแตนติน (Jaques-Barthelemy Constantin) และ Jean-Marc Vacheron พลังมหาศาลของทั้งคู่ร่วมกันผลักดันและพัฒนาจนแบรนด์ดังแบรนด์นี้สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำด้านเทคนิคแห่งวิทยาการนาฬิกาโลกได้สำเร็จ
หลักพื้นฐาน 3 ประการที่ทำให้ Vacheron Constantin สามารถครองความยิ่งใหญ่ในโลกนาฬิกาได้จวบถึงปัจจุบันนี้ คือ
'เทคนิค' (Technique) (การผสมผสานระหว่างความรู้ วิธีการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมเข้ากับวิทยาการเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้นาฬิกาของ Vacheron Constantin เป็นแบรนด์ที่เดินทางจากความเรียบง่ายของเครื่องบอกเวลามาสู่จุดสูงสุดของความเป็นนาฬิกาแบบมีกลไลซับซ้อนที่สุด
'ความงาม'( Aesthetic)( Vacheron Constantin ความล้ำสมัยในการออกแบบของนาฬิกาแบรนด์นี้ไม่เคยหยุดค้นคิดสิ่งใหม่ จากจินตนาการและแรงบันดาลใจถ่ายทอดสู่ภาคความเป็นจริงแห่งดีไซน์ ทำให้ Vacheron เป็นแบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่ยากจะหาใครเทียบเคียงได้
'ความสมบูรณ์ของนาฬิกา' (Finishing) (ความชำนาญด้านการประกอบและการขึ้นรูปสำเร็จของนาฬิกาเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Vacheron Constantin เป็นที่จดจำของเหล่านักสะสมนาฬิกาจนสามารถพูดได้ว่าความสมบูรณ์แบบของนาฬิกาแบรนด์นี้ไม่เป็นสองรองใครในโลกนาฬิกา
Royal Eagle Chronograph
อุปสรรคขวากหนามต่างๆตลอดเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดของนาฬิกาโลกคงไม่ใช่เส้นทางแห่งฟ้าหลังฝนที่จะสามารถข้ามพ้นไปได้ง่ายๆ แต่ด้วยความอดทนและความมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ดั้งเดิมของความเป็น Vacheron Constantin จะเป็นตัวผลักดันให้นาฬิกาแบรนด์นี้ ก้าวขึ้นสู่ความเป็นจ้าวแห่งเรือนบอกเวลาโลกได้อย่างแน่นอน
ประวัตินาฬิกา EBEL
ใครจะะรู้ว่านาฬิกา EBEL ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไปทั่วโลกเริ่มต้นจากความ "ไม่มีอะไรเลย" ในปี 1911 โดย Alice และ Eugene Blum ทีมงานสามีภรรยาในเมือง La-Chaux-de-Fonds เมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขา Jura ซึ่งในระหว่างนั้นถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการทำนาฬิกาของโลก หลังจากนั้นเพียง 3 ปี EBEL ก็ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในงาน Swiss National Exhibition จากผลงานการทำนาฬิกา ข้อมือ นาฬิกาห้อยคอ และนาฬิกาแหวน เพียงไม่กี่ปี หลังจากการก่อตั้ง EBEL ก็สามารถสร้างกระแสนิยมได้อย่างรวดเร็วจากการคิดค้นใหม่ ๆ เช่น
ปี 1920 EBEL หันมาพัฒนานาฬิกาแบบพกรุ่น Art Deco พร้อมระบบไขลานอัตโนมัติ ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก
ปี 1925 สองสามีภรรยานำนาฬิกาข้อมือที่ทำด้วยแพลตินั่มตกแต่งด้วยอัญมณีเลอค่าออกแสดงในงานศิลปะที่กรุงปารีส
ปี 1932 Charles Blum ลูกชายของทั้งสองได้เข้ามาสืบทอดงานบริหารบริษัทฯ และได้ขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ พร้อมกับเปิดตัวนาฬิกาซึ่งมีขนาดเล็กมากออกสู่ตลาด จนได้รับประกาศนียบัตร "Diploma of Honour" ในงานBarcelona World Fair รวมทั้งรางวัลชนะเลิศทางด้านอัญมณีที่งาน Swiss National Exhibition ที่กรุงโลซาน
ปี 1972 Pierre Alain Blum ทายาทรุ่นที่ 3 ได้ตัดสินใจประกาศปรับปรุงวิสัยทัศน์ของบริษัทใหม่พร้อมกับมีการออกแบบโลโกและคำขวัญของ EBEL ว่า "Architects of Time" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่มุ่งเน้นเรื่องการออกแบบให้สวยงามและเพียบพร้อมไปด้วยเทคนิคอันเลอเลิศ
หลายปีจากนั้นอีเบลก็ได้สร้างนาฬิกาเด่น ๆ ออกมาอีกหลายรุ่นเช่น นาฬิกาสปอร์ตรุ่น Quantieme Perpetuel ที่เริ่มผลิตในปี 1985 ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างมาก ทุกเรือนจะให้วัสดุที่มีคุณค่าสูงในการผลิตเช่น ทองคำ ทองสีชมพู (Pink Gold) ทองคำขาว (White Gold) รวมทั้ง แพลตินั่ม ซึ่งจะผลิตตามใบสั่งซื้อเท่านั้น นาฬิการุ่นนี้จะมีเข็มพิเศษ 3 อันใช้วัดชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมหน้าต่างเล็ก ๆ บอกข้างขึ้นข้างแรมด้วย
รุ่น Discovery และรุ่น Voyager ซึ่งผลิตในปี 1978 โดยรุ่น Discovery เป็นนาฬิกาเพื่อการดำน้ำลึกถึง 200 เมตร ขอบตัวเรือนที่หมุนได้ทุกทิศทางมีระบบป้องกันการเคลื่อนที่โดยไม่ตั้งใจ กระจกหน้าปัดกันแสงสะท้อนและป้องกันรอยขีดข่วน และใช้พรายน้ำแบบ Tritium เพื่อให้มองเห็นในที่มืด
ส่วนรุ่น Voyager เป็นนาฬิกาแบบ World Time รุ่นแรกของโลกที่มีระบบไขลานแบบอัตโนมัติ สามารถบอกโซนเวลาได้ถึง 23 แห่งทั่วโลก นอกเหนือจากเวลาท้องถิ่น และในปี 1990 ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเป็นรุ่น Voyager Atlas ด้วยหน้าปัดแบบลงยา เป็นรูปทวีปที่ดูเหมือนโผล่ขึ้นมาจากท้องทะเลสีทองและสีเงินออกสู่ตลาด
ในปัจจุบัน EBEL มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าในเรื่องการออกแบบที่สวยงามและการเลือกใช้วัสดุสูงค่าผสมผสานกันอย่างลงตัว
ประวัติ Tag Heuer
ฮอยเออร์ (Heuer) เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของ เอดูอารค์ ฮอยเออร์ (Edouard Heuer) ผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาเล็ก ๆ ในปี คศ. 1860 ขึ้นใน เมือง แซงต์ อิมิเยร์ (St. Imier) เมืองเดียวกับโรงงานผลิต นาฬิกา Longines ในเวลาไม่นานนักบริษัทของเขาก็มีชื่อเสียงขึ้นในระดับสากลถึงความเป็นสปอร์ตอันทรงคุณค่า จากความลุ่มหลงในกีฬา และการคิดค้นใหม่ ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของฮอยเออร์นั้น เมื่อคนพูดถึงนาฬิกาจับเวลา นาฬิกาจับเวลาที่ฮอยเออร์ผลิตออกมานั้น มีตั้งแต่นาฬิกาจับเวลาขนาดใหญ่ไปจนถึงนาฬิกาข้อมือ และมีการพัฒนาคิดค้นรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่นในปี 1911 ฮอยเออร์ได้เปิดตัวนาฬิกาจับเวลาแบบติดตั้งในรถยนต์ขึ้นเป็นเรือนแรก และหลังจากนั้น 5 ปี ก็สามารถผลิตนาฬิกาจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/100 วินาทีเป็นรายแรก
ฮอยเออร์นั้นมีพรสวรรค์ในการผลิตนาฬิกาจับเวลาหรือโครโนกราฟอย่างแท้จริงแม้ว่าในตอนแรกเริ่มโรงงานของเขาเองไม่สามารถผลิตกลไกจับเวลาได้ เขาได้ใช้เครื่องจากผู้ผลิตชื่อดังต่าง ๆ เช่น ฮาห์น แลนเดรอน (Hahn Landeron) เลอมาเนีย (Lemania) รวมทั้ง วัลฌูส์ (Valjoux) มาปรับแต่งและประกอบเข้ากับตัวเรือน
ปี 1966 ได้ร่วมมือกับ ไบรท์ลิ่ง(Breitling) ดูบัวส์-เดปราซ์ (Dubois-Deparz) และแฮมิลตัน-บิวเรน(Hamilton-Buren) พัฒนาเครื่อง Cal.11 โดยแฮมิลตัน-บิวเรนรับหน้าที่พัฒนากลไกออโตเมติกแบบพิเศษ ดูบัวส์ พัฒนาโมดูลระบบกลไกโครโนกราฟ ส่วนฮอยเออร์และไบรท์ลิ่งร่วมกันผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนที่เหลือรวมทั้งออกแบบตัวเรือนและหน้าปัด ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ทำให้โครโนกราฟรุ่นนี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่แตกต่างจากเครื่องที่มีอยู่ในตลาดเวลานั้น เช่นปุ่มกดและเม็ดมะยมจะอยู่คนละฝั่งกัน โดยปุ่มกดจะอยู่ที่ตำแหน่ง 2 และ 4 นาฬิกา ส่วนมะยมจะอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา นอกจากนี้ยังสร้างระบบพลังงานสำรองเป็นแบบ ขึ้นลานอัตโนมัติโดยการให้ลูกเหวี่ยงแบบ ไมโครโรเตอร์(Microrotor) ฝังอยู่ด้านหลังเครื่องฝั่งหน้าปัด เมื่อมองจากด้านหน้าเครื่องจะเห็น เหมือนกับเป็นเครื่องไขลานปกติ และยังมีความหนาที่ลดลงด้วย
Edouard Heuer นั้นทุ่มเทในกับความแม่นยำและเที่ยงตรงด้วยจิตวิญญาณของคนรักกีฬา เมื่อเขาก่อตั้งโรงงานในปี 1860 ความมุ่งมั่นอย่างเดียวของเขาก็คือ ยกระดับการจับเวลาให้อยู่ในระดับสูง จากนั้นเป็นต้นมาฮอยเออร์ก็ได้ชื่อว่า เป็นAvant-garde หรือ นักคิดค้นแห่งศิลปะการจับเวลา ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยีหรือวัสดุ รวมทั้งดีไซน์ที่จับใจ
ฮอยเออร์ได้รับสิทธิบัตรมากมายในการประดิษฐ์คิดค้นซึ่งเป็นการยืนยันถึงอัจฉริยภาพของเขา
ฮอยเออร์เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งแชมป์โลกสกี รถสูตร 1 (Formula 1)รวมทั้งกีฬาอื่น ๆ อันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีการจับเวลาอีกด้วย
ปี 1999 Tag Heuer ได้เข้ารวมกลุ่มกับ LVMH (Louis Vuitton-Mot Hennessy)
ซึ่งในกลุ่มนี้มีนาฬิกา Zenith, Ebel Chaumet, Benedom และ Fred รวมอยู่ด้วย
ทำให้ปัจจุบัน Tag Heuer เป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก
ฮอยเออร์นั้นมีพรสวรรค์ในการผลิตนาฬิกาจับเวลาหรือโครโนกราฟอย่างแท้จริงแม้ว่าในตอนแรกเริ่มโรงงานของเขาเองไม่สามารถผลิตกลไกจับเวลาได้ เขาได้ใช้เครื่องจากผู้ผลิตชื่อดังต่าง ๆ เช่น ฮาห์น แลนเดรอน (Hahn Landeron) เลอมาเนีย (Lemania) รวมทั้ง วัลฌูส์ (Valjoux) มาปรับแต่งและประกอบเข้ากับตัวเรือน
ปี 1966 ได้ร่วมมือกับ ไบรท์ลิ่ง(Breitling) ดูบัวส์-เดปราซ์ (Dubois-Deparz) และแฮมิลตัน-บิวเรน(Hamilton-Buren) พัฒนาเครื่อง Cal.11 โดยแฮมิลตัน-บิวเรนรับหน้าที่พัฒนากลไกออโตเมติกแบบพิเศษ ดูบัวส์ พัฒนาโมดูลระบบกลไกโครโนกราฟ ส่วนฮอยเออร์และไบรท์ลิ่งร่วมกันผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนที่เหลือรวมทั้งออกแบบตัวเรือนและหน้าปัด ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ทำให้โครโนกราฟรุ่นนี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่แตกต่างจากเครื่องที่มีอยู่ในตลาดเวลานั้น เช่นปุ่มกดและเม็ดมะยมจะอยู่คนละฝั่งกัน โดยปุ่มกดจะอยู่ที่ตำแหน่ง 2 และ 4 นาฬิกา ส่วนมะยมจะอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา นอกจากนี้ยังสร้างระบบพลังงานสำรองเป็นแบบ ขึ้นลานอัตโนมัติโดยการให้ลูกเหวี่ยงแบบ ไมโครโรเตอร์(Microrotor) ฝังอยู่ด้านหลังเครื่องฝั่งหน้าปัด เมื่อมองจากด้านหน้าเครื่องจะเห็น เหมือนกับเป็นเครื่องไขลานปกติ และยังมีความหนาที่ลดลงด้วย
Edouard Heuer นั้นทุ่มเทในกับความแม่นยำและเที่ยงตรงด้วยจิตวิญญาณของคนรักกีฬา เมื่อเขาก่อตั้งโรงงานในปี 1860 ความมุ่งมั่นอย่างเดียวของเขาก็คือ ยกระดับการจับเวลาให้อยู่ในระดับสูง จากนั้นเป็นต้นมาฮอยเออร์ก็ได้ชื่อว่า เป็นAvant-garde หรือ นักคิดค้นแห่งศิลปะการจับเวลา ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยีหรือวัสดุ รวมทั้งดีไซน์ที่จับใจ
ฮอยเออร์ได้รับสิทธิบัตรมากมายในการประดิษฐ์คิดค้นซึ่งเป็นการยืนยันถึงอัจฉริยภาพของเขา
ฮอยเออร์เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งแชมป์โลกสกี รถสูตร 1 (Formula 1)รวมทั้งกีฬาอื่น ๆ อันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีการจับเวลาอีกด้วย
ปี 1999 Tag Heuer ได้เข้ารวมกลุ่มกับ LVMH (Louis Vuitton-Mot Hennessy)
ซึ่งในกลุ่มนี้มีนาฬิกา Zenith, Ebel Chaumet, Benedom และ Fred รวมอยู่ด้วย
ทำให้ปัจจุบัน Tag Heuer เป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)